5 วิธีดูแลรถแบบพื้นฐาน

1. เช็คลมยางก่อนสตาร์ทรถ การตรวจเช็คลมยางเป็นการดูแลรถที่ง่ายที่สุด โดยสามารถทำได้โดยการสังเกตล้อยางทุกด้านว่าแฟ่บลงหรือไม่ ควรตรวจลมยางก่อนการออกเดินทาง และเติมลมให้เรียบร้อยเมื่อมีโอกาส

2. เติมน้ำฉีดกระจกปัดน้ำฝน การตรวจที่ปัดน้ำฝนและกระจกปัดน้ำฝนนั้นควรทำเดือนละหน โดยการเปิดฝากระโปรงรถ สังเกตสัญลักษณ์ที่ปัดน้ำฝนเพื่อหาถังน้ำฉีดกระจก เปิดฝา เติมน้ำสะอาดลงให้ถึงขีดที่กำหนด 

3. ตรวจหม้อน้ำ ควรตรวจเช็คให้มั่นใจว่าหม้อน้ำอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อยู่เสมอ โดยตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เติมน้ำสะอาดลงในหม้อน้ำจนถึงขีดที่กำหนดหากพบว่าระดับน้ำพร่องลง เพื่อช่วยให้ระบบระบายความร้อนในรถยนต์เป็นไปอย่างสมบูรณ์ 

4. เช็คลมยางอะไหล่ ยางอะไหล่ที่ถูกเก็บอยู่ท้ายรถนั้นจะคายลมออกทีละน้อยอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นควรหมั่นตรวจเช็คยางอะไหล่อย่างน้อยเดือนละครั้ง และเติมลมยางให้มากกว่าปกติไว้เล็กน้อยอยู่เสมอ 

5. เช็คน้ำมันเครื่อง การตรวจเช็คน้ำมันเครื่องนั้นควรทำทุกสองถึงสามสัปดาห์ เพื่อตรวจเช็คสภาพ และระดับปริมาณน้ำมันเครื่อง นอกจากนี้การเลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพดี และรักษาระดับน้ำมันเครื่องให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมก็เป็นเรื่องสำคัญ

การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง

1. ความพร้อมของผู้ขับขี่ ควรจะพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงและหลีกเลี่ยง การใช้ยาที่มีผลทำให้ง่วงนอน เช่นยาแก้แพ้เป็นต้น

2. ความพร้อมของรถ ตรวจสอบสภาพยาง ลมยาง และยางอะไหล่ ยางใบปัดน้ำฝน น้ำฉีดกระจก ผ้าเบรก ระดับน้ำในถังพักน้ำและระดับน้ำมันต่างๆ ตรวจสอบการทำงานของระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรก แตร * ควรเพิ่มแรงดันลมยางจากเกณฑ์มาตรฐาน2-3ปอนด์เพื่อลดอุณหภูมิของยางขณะวิ่งทางไกล * ท่านที่ขับรถป้ายแดง ตามกฎหมายให้ใช้รถได้ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น-จนพระอาทิตย์ตกเท่านั้นและที่สำคัญอย่าลืมลงสมุดคุมป้ายแดงด้วยว่าเดินทางจากไหนไปไหน ถ้าเจอด่านตรวจตำรวจจะขอดูสมุดแน่ๆถ้าไม่ลงไว้ เสียค่าปรับแน่นอน

3. สิ่งที่ควรมีติดรถ นอกจากเครื่องมือประจำรถที่มีอยู่แล้ว เช่น สายลากจูง สายพวงแบตเตอรี่ ป้ายสะท้อนแสง ไฟฉาย แว่นกันแดด น้ำสะอาดเผื่อทั้งคนทั้งรถ ถังดับเพลิงของรถยนต์ ชุดปฐมพยาบาล อุปกรณ์นำทาง GPS และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อในกรณีฉุกเฉิน

หลักปฏิบัติในการขับรถทางไกล

1. วางแผนการเดินทาง - ศึกษาเส้นทางที่จะไป เลือกเส้นทางที่ปลอดภัย ถนนสายหลักจะมีจุดเสี่ยงน้อยกว่าถนนสายรองและมีเส้นทางสำรองในกรณีที่เส้นทางหลักมีปัญหา - ควรเลือกช่วงเวลาเดินทางในตอนกลางวันเพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่าและควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากพอ

2. กำหนดจุดพักรถ แวะจอดพักเข้าห้องน้ำ ทานกาแฟ ผ่อนคลายอิริยาบถ ทุกๆ 200 กิโลเมตรหรือ2ชั่วโมง แล้วแต่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าของคนขับและลดอุณหภูมิของยาง พร้อมตรวจสอบสภาพรถไปด้วยโดยการเดินรอบๆรถหาสิ่งผิดปกติ ไม่ควรดับเครื่องยนต์ในทันทีแต่ถ้าจำเป็นจะต้องดับเครื่องยนต์ควรปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานในรอบเดินเบาสักพักประมาณ 5นาที ก่อนดับเครื่องยนต์(จำเป็นมากโดยเฉพาะรถที่มีเทอร์โบ)

3. ในช่วงเทศกาลอาจจะมีผู้ขับบางคนที่เมาแล้วขับ เราควรจะสังเกตพฤติกรรมของรถคันอื่นที่ขับแบบผิดปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงการไปมีส่วนร่วมที่จะเกิดอุบัติเหตุ

4.เตรียมความพร้อมที่ดี มีการวางแผนที่ดีในการขับรถทางไกลจะทำให้คุณไม่เสียเวลาที่ไม่จำเป็นไปกับการเดินทางและสิ่งสำคัญที่สุดคือ ถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

การขับขี่ในช่วงฝนตก

1. ยางและระบบเบรก สิ่งสำคัญต้องดูแลให้มั่นใจ ใครที่รู้ตัวว่ายางรถยนต์ที่เรากำลังขับอยู่ มีอายุการใช้งานมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าเนื้อยางยังไม่เกิดการเสื่อมสภาพ เพราะหากตัวยางมีความยึดหยุ่นน้อยลง เมื่อมีการเบรกแรงๆ จะส่งผลให้การเกาะถนนลดลงและเกิดการลื่นไถลได้ นอกจากนี้ควรเช็คว่าดอกยางของเรามีความสูงไม่ต่ำกว่า 2.5 มม.เพราะหากดอกยางไม่สูงเพียงพอ ประสิทธิภาพในการรีดน้ำออกจากตัวยางจะลดลง ทำให้รถเสียการทรงตัวได้ง่ายขึ้น อีกส่วนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษก็คือระบบเบรก ให้สังเกตเวลาเบรกรถว่าผ้าเบรกสามารถชะลอความเร็วรถได้เต็มประสิทธิภาพหรือเปล่า หรือมีท้ายรถสะบัดเป๋ไปมาตอนเบรกหรือไม่ หากพบอาการเหล่านี้แนะนำให้นำรถไปตรวจสอบอย่างละเอียด

2. ใบปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจกต้องพร้อมเสมอ เพราะการขับรถในขณะฝนตกนั้นทัศนวิสัยคือสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกหนัก หากระบบปัดน้ำฝนไม่ดี อาจทำให้การขับขี่ลำบากจนเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ใบปัดน้ำฝนที่ดีนั้น จะต้องปัดน้ำที่ติดกระจกหน้าได้เรียบสนิทไม่เป็นลอนคลื่นและไม่มีเสียงดังขณะทำงาน นอกจากนี้เราควรตรวจสอบระบบน้ำฉีดกระจกด้วยว่าสามารถฉีดน้ำทำความสะอาดได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ซึ่งเราควรเติมน้ำให้เต็มกระปุกฉีดน้ำฝนตลอด

3. ไฟสัญญาณรอบตัวรถ ส่องสว่างอย่างเหมาะสมหรือยัง เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุในช่วงหน้าฝน เราควรเช็คไฟสัญญาณต่างๆ รอบคันรถว่าสามารถทำงานได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ด้วย โดยเฉพาะไฟหน้า และไฟที่จำเป็นอื่นๆ อาทิ ไฟต่ำ ไฟสูง ไฟเบรก ไฟตัดหมอกหน้าและหลัง ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ทุกหลอดล้วนสำคัญต่อการขับขี่เป็นอย่างมาก หากพบว่าไฟดวงใดทำงานไม่สมบูรณ์ แนะนำให้ช่างแก้ไขโดยด่วน

4. ขับช้าๆ ใจเย็นและมีสติเสมอในยามที่ฝนตกหนัก เมื่อดูแลรถยนต์ได้พร้อมแล้ว ปัจจัยสุดท้ายก็คือการขับขี่อย่างปลอดภัย โดยในช่วงฝนตกหนักนั้นเราควรปรับระดับความเร็วให้เหมาะสม ไม่ขับจี้ท้ายรถคันหน้าจนเกินไป (ควรเว้นระยะห่างประมาณ 10-15 เมตรขึ้นไป) และไม่ควรเหยียบเบรกกะทันหันเพราะตัวรถอาจลื่นไถลได้ แนะนำให้ลดความเร็วโดยใช้เกียร์ต่ำและค่อยๆ เหยียบเบรกจะดีที่สุด

เทคนิคขับรถตอนกลางคืน

1. ตัวแปรที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตอนกลางคืน

อาจมาจากรถบรรทุกที่ขับเร็ว รถทัวร์ที่รีบเร่งทำเวลา จักรยานยนต์แข่งมาเป็นกลุ่มๆ คนขับที่เสพยาบ้า หรือดื่มสุรา และความไม่พร้อมของร่างกาย สภาพของเส้นทาง สภาพอากาศ ประสิทธิภาพของรถยนต์ที่คุณขับ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ ระบบช่วยขับ สติและความสามารถในการตัดสินใจที่รวดเร็ว ถูกต้อง จะช่วยทำให้คุณรอดปลอดภัยเมื่อขับรถตอนกลางคืน

2. ไฟสูง

ใช้สำหรับกระพริบแจ้งเตือนรถช้าที่แล่นอยู่เลนขวาเพื่อขอทางสำหรับแซง ใช้ส่องไปด้านหน้าเมื่อขับในเส้นทางที่มืดมิดเพื่อตรวจสอบสภาพทางข้างหน้า ให้สัญญาณแจ้งเตือนรถคันข้างหน้า ไม่ควรใช้ความเร็วสูงมากจนเกินไป ระยะของการเบรกให้รถหยุดสนิทที่ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต้องใช้ระยะทางมากถึง 80 เมตร ยิ่งมาเร็วเท่าไหร่ ระยะของการเบรกก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่ควรขับเร็วพร้อมๆ กับสาดไฟสูงไปทั่ว ใช้ไฟสูงบนถนนแบบสองเลนสวนกันต้องระวังรถที่แล่นสวนมา ไม่ควรเปิดไฟสูงใส่แบบตรงๆ ซึ่งทำให้รถที่แล่นสวนมามองไม่เห็น และตามด้วยอุบัติเหตุรุนแรง

3. ระวังรถจอดเสียบริเวณไหล่ทาง

ต้องระวังอย่างมากโดยเฉพาะทางแบบเนินเขาขึ้น-ลง วกไปวนมา หรือทางโค้งที่เป็นมุมอับแสงจากไฟหน้าส่องไปไม่ถึง ส่วนใหญ่รถที่จอดเสียตามไหล่ทางมักไม่ชอบเปิดไฟสัญญาณฉุกเฉิน บางทีก็แค่เอากิ่งไม้มาวางซึ่งไม่ได้ช่วยให้ปลอดัยขึ้นเลยแม้แต่น้อย เปิดไฟสูงสลับไฟต่ำบ่อยๆ เพื่อสังเกตการณ์ด้านหน้า จะช่วยทำให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องระวังไม่ยกไฟสูงคาไว้จนไปแยงตารถที่แล่นสวนมา

4. ทิ้งช่วงให้ห่างจากรถคันข้างหน้า

จะช่วยทำให้คุณมีระยะมากพอสำหรับเบรก หากมีนักขับจี้ติดท้ายมา คุณก็ควรหลบให้เค้าแซงผ่านไป ไม่ควรขับแบบปิดช่องทางไม่ยอมให้แซง ข้อจำกัดของแสงไฟในรถคุณรวมถึงไฟเบรกของรถคันข้างหน้าที่อาจไม่ทำงานเมื่อตามใกล้จนเกินไป อาจทำให้คุณขับชนท้ายรถคันหน้าได้ง่ายๆ ยิ่งทิ้งระยะห่างมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น สภาพของผิวถนนตอนกลางคืนขณะฝนตกจะยิ่งทำให้ระยะเบรกเพิ่มมากขึ้นไปอีก

5. ระวังการขับรถในเขตชุมชน

มอเตอร์ไซค์หรือรถท้องถิ่นอาจโผล่ออกมาตัดหน้าคุณได้ทุกเมื่อ เมื่อขับผ่านชุมชนในตอนกลางคืน ลดควาเร็วทุกครั้งที่วิ่งผ่านชุมชน แสงไฟจากป้ายโฆษณา ไฟจราจรกระพริบสีเหลือง แสงไฟจากรถร่วมทางต่างๆ เหล่านี้ เมื่อขับนานขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งเพิ่มความล้าให้กับสายตา คนเดินเท้า นักขับที่ลืมเปิดไฟหน้า หรือการขับรถในเมืองตอนกลางคืน ผู้ขับอาจเกิดอาการล้า และมีความเครียดมากกว่าการขับบนทางหลวง

6. ไฟทุกตัวในรถต้องทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ไม่ว่าจะเป็นไฟต่ำ ไฟสูง ไฟเบรก ไฟท้าย ไฟเลี้ยง ไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร ไฟฉุกเฉิน ควรตรวจสอบให้ทุกไฟในรถของคุณอยู่ในสภาพพร้อมทำหน้าที่ และควรพกไฟฉายติดรถไว้ กระจกมองข้าง กระจกบังลมรอบคันต้องสะอาดและสามารถมองเห็นได้อย่างเต็มที่ การติดฟิล์มที่ทึบเกินไปก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงได้เช่นกัน ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.thairath.co.th/content/664464

เพิ่มเติมใน Motorists

ขับสงกรานต์แวะปั๊มเชลล์

สงกรานต์นี้พบกับกิจกรรม“เชลล์เติมความปลอดภัยให้กัน” ตามรายชื่อสถานีบนเส้นทางหลักที่ร่วมรายการ และโปรโมชั่นดีๆตลอดการเดินทาง