Jump menu

Main content |  back to top

    ผลการวิจัยตลาดล่าสุด พบว่า ลูกค้าของเชลล์เกินครึ่งใช้เงินมากกว่า 1 ใน 5 ของต้นทุนการผลิตไปกับน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยเหตุนี้ ความคุ้มค่าของเงินที่เสียไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับลูกค้าของเชลล์

     ผลการวิจัยดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามจัดอันดับคะแนนสูงสุดให้กับคุณภาพของน้ำมันจากเชลล์ ซึ่งนั่นคือข่าวดี ที่ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ แต่การที่เชลล์ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาน้ำมันให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่างหากที่ทำให้เราได้รับความไว้วางใจนี้  ซึ่งโจฮาน สมิธ นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงท่านนี้ที่เป็นผู้มีบทบาทในการพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงสูตรใหม่ของเชลล์ให้ประสบความสำเร็จ

     กระบวนการพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงของเชลล์เริ่มต้นจากการพูดคุยกับลูกค้าและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการจากน้ำมันเชื้อเพลิง จากนั้นก็สรุปข้อมูลให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเพื่อเริ่มต้นการพัฒนาและทดสอบน้ำมันสูตรใหม่  โจฮานกล่าวว่า “มันเหมือนกับการทำเค้ก การเติมส่วนผสมบางอย่าง เพื่อให้ได้น้ำมันที่ช่วยขับเคลื่อนหัวใจของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สารทำความสะอาดเครื่องยนต์ชนิดพิเศษและสารเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนตร์ของเชลล์ คือตัวอย่างของส่วนประกอบที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องยนตร์ให้ดีขึ้น”

     การพัฒนาคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงคือกระบวนการที่ใช้ระยะเวลานานและซับซ้อน ต้องใช้เวลาหลายปีตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบแนวคิดเบื้องต้นไปจนถึงการใช้งานจริง ทีมงานของเราเริ่มต้นด้วยการทดลองอย่างเรียบง่ายในห้องแล็บ จากนั้นเมื่อสูตรน้ำมันเชื้อเพลิงประสบความสำเร็จ ก็จะมีการขยายขนาดของการทดสอบจากหลอดทดลองสู่การทดสอบกับเครื่องยนต์ รถยนต์ ต่อเนื่องไปสู่การทดสอบบนท้องถนนและการทดลองใช้งานในตลาดจริง “มันเป็นสิ่งที่เราภูมิใจมากที่ได้เห็นแนวคิดเหล่านี้กลายเป็นความจริง” โจฮานกล่าว

     หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ โมบิลิตี้ วูฟแก๊ง วานเนค ทราบดีเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน จากห้องแล็บพีเออี ในฮัมบูร์ก เขาใช้เวลามากกว่า 20 ปีที่ผ่านมา นำการพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์มาพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำจากทั่วทวีปยุโรป ตัวอย่างเช่น เชลล์ ออฟติแมกซ์ (Shell Optimax) น้ำมันเชื้อเพลิงระดับพรีเมียมรุ่นแรกของบริษัท ซึ่งก็เป็นผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันระหว่างเชลล์กับโฟค์สวาเกน ตั้งแต่ต้นปี 1990

     เราขอแนะนำให้ลูกค้าทดลองใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากเชลล์และนำเคล็ดลับการขับขี่แบบประหยัดน้ำมันไปทดลองใช้ด้วยตนเอง เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด เชลล์ วี พาวเวอร์ (Shell V-Power) เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเชลล์กับรถสูตรหนึ่งจากทีมเฟอร์รารี่ ฟอร์มูลล่า วัน “ผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่นั่งอยู่ในห้องแล็บและพัฒนาแนวคิดได้ด้วยตัวเอง แต่เราต้องทำงานร่วมกับหุ้นส่วนที่เป็นพันธมิตร เพราะเราไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้ตามลำพัง” วูฟแก๊งกล่าว

     น้ำมันเชื้อเพลิงสูตรพิเศษที่ผสมผสานระหว่างเชลล์ วี-พาวเวอร์ ดีเซล (Shell V-Power Diesel) และน้ำมันเชื้อเพลิงจีทีแอล (GTL) ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ยี่ห้อออร์ดี้ ( Audi) และพลังงานจากเชื้อเพลิงนี้ก็ทำให้ออร์ดี้ อาร์10 ทีดี1 ( Audi R10 TD1) ได้รับชัยชนะในการแข่งขันเลอร์แมน (Le Mans) ในปี 2006 ซึ่งนับเป็นชัยชนะครั้งแรกสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล โดยผลจากการทำงานในครั้งนี้สามารถเพิ่มสมรรถนะสูงสุดของเชื้อเพลิงจีทีแอล ซึ่งผลิตขึ้นที่เพียล จีทีแอล ( Pearl GTL) ในกาตาร์ สำหรับผสมกับน้ำมันดีเซลปกติที่ระดับความเข้มข้นต่ำ ผลงานความสำเร็จล่าสุดของวูฟแก๊ง คือ เชลล์ ฟิว เซฟ (Shell FuelSave) ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของเชลล์นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดย เชลล์ ฟิว เซฟ (Shell FuelSave) มีวางจำหน่ายใน 15 ตลาดทั่วโลกและได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อช่วยให้ลูกค้าประหยัดเชื้อเพลิงโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

“เราขอแนะนำให้ลูกค้าทดลองใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากเชลล์และนำเคล็ดลับการขับขี่แบบประหยัดน้ำมันไปทดลองใช้ด้วยตนเอง เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดจาก เชลล์ ฟิว เซฟ (Shell V-Power) ที่สำคัญ มันเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ออกแบบพิเศษเพื่อช่วยให้ลูกค้าประหยัดเชื้อเพลิงโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม” โจฮานกล่าว

สิบคะแนนเต็มสำหรับความพึงพอใจของลูกค้าประกอบกับความมุ่งมั่นของโจฮาน และวูฟแก๊ง นักวิทยาศาสตร์เชลล์ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ “เชลล์” จึงครองตำแหน่งผู้นำได้อย่างต่อเนื่อง

Page Tools